พฤศจิกายน 12, 2008
ชื่อเพลง/Title : หนาวกับเหงา
ศิลปิน/Artist : ดินสอสำราญ กับ ปากกาเที่ยงคืน
ลมผ่านมาในเวลาที่ฉันนั้นไม่มีเธอ
มันหนาวสุดหัวใจ
เธอจากไกลล่องลอยไปอยู่ไหนแสนไกล
ไกลจนสุดสายตา
ลมเจ้าเอยเจ้าคงไม่เคยรู้
ว่าความหนาว หนาวนั้นเป็นเช่นไร
ใยเจ้าจึงแกล้งพัดให้ใจฉันรู้สึกหนาว หนาวจนจับหัวใจ
แต่เมื่อลมหยุดพัดผ่าน
ความหนาวรอบกายก็เริ่มจางหาย
และสิ่งที่เข้ามาแทนที่ในหัวใจ
คือความเหงาที่ฉันต้องขาดเธอ
*หนาว หนาว ก็ยังคงดีกว่าเหงา
ที่มันคอยแต่ทำร้ายเราอยู่เรื่อยไป
เจ้าลมเอยช่วยพัดมาอีกทีได้ไหม
พัดเข้ามาที่ตรงหัวใจ
ช่วยให้ความเหงาหมดไปเสียที
ถึงแม้จะหนาวฉันก็ทนรับได้
แค่นี้มันคงไม่ตายหรอกหนา
แต่ความเหงาฉันกลัวยิ่งกว่า
อย่าเลยอย่าให้ฉันต้องพบเจอ
(ซ้ำ* 2 ครั้ง)
เนื้อเพลงจาก: musicatm
ปล.ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นๆ มีแต่เพลงนี้ดังอยู่ในหัว ตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ก็นั่งพึมพำร้องเพลงนี้อยู่คนเดียว (บ้าไปแล้วกรู)
Leave a Comment » |
เพลง |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
ตุลาคม 27, 2008
วันที่ 21 ตุลา 2551
เริ่มเดินทางออกจากหอพักแถวพญาไทตอนห้าโมง ฝนตกหนักมากแต่นัดเพื่อน (นิธี) ไว้ที่อนุสาวรีย์ห้าโมงเย็น เลยลุยฝนออกมา เปี๊ยกแต่วันเลย ไปถึงอนุสาวรีย์ฝนหยุดซะงั้น เซ็งเลย ออกเร็วไปหน่อย ไปเจอเพื่อนที่อนุสาวรีย์ แล้วก็นั่งรถตู้ไปที่สุวรรณภูมิ(40บาท) ไปถึงเข้าไปเช็คอินของ air asia เครื่องแม่งดีเลย์ซะงั้น จาก 19.10 เป็น 20.40 เซ็งอีกรอบ ออกจากสุวรรณภูมิไปถึงเชียงใหม่สามทุ่มกว่าๆ รุ่นที่เพื่อน(เสี่ยปั๋ง โปรกล้องมีรางวัลประดับมากมาย) มารับไปนั่งกินข้าว กินเหล้ากับรุ่นพี่ AIT เหมือนงานรวมรุ่นของคนที่จบ AIT เลย กินเสร็จเที่ยงคืนกว่าๆ รุ่นพี่พาไปต่อกันที่มันดาเลย์ ยังกะเคเฟ่ มีแสดงดนตรี+แสดงตลก นั่งไปสักพัก รุ่นพี่เพื่อน(พี่กะ) สั่งเหล้าต๊อกมา(ชอทละ 120) เพื่อนก็ซัดซะ(เพราะกรูไม่กิน) รวมๆแล้วเพื่อนซัดไป 10 ชอท เด็กเสริฟซัดไป 4 ชอท เพื่อนแม่งเมาเละเลย ไปนั่งคุยกับเด็กเสริฟ ก่อนกลับก็ไปขอเบอร์เด็กเสริฟมา (น้องพลอย หน้าตาก็โอเค) จากนั้นก็กลับที่พัก ผมกับเพื่อนนั่งกะบะหลัง เพื่อนตะโกนว่ามาเชียงใหม่ครั้งนี้คุ้มกับเรื่องน้องพลอยตลอดทางเลย มาถึงที่พัก (กรมชล)เพื่อนก็วิ่งลงไปอ๊วกที่เสาไฟ แล้วก็ต้องหิ้วปีกมันขึ้นห้องไปนอน ไปอ๊วกในห้องอีก เตียงแม่งดันเป็นเตียงคู่อีก นอนไปสักพักมันหันมา กรูรีบลุกเลย แล้วเพื่อนมันก็อ๊วกอีก วันนั้นนอนไม่ค่อยหลับเลย ต้องหลบไปหลบมา
วันที่ 22 ตุลา 2551
พี่ปั๋งตื่นมาอาบน้ำเสร็จ แล้วก็มาปลุกตอนเก้าโมง ไอเราตื่นมาอาบน้ำเสร็จ ก็มาปลุกเพื่อน มันรับรู้แต่มันลุกไม่ขึ้น บอกมันว่าเมื่อวานเมิงอ๊วกใส่ที่นอนกรู มันยังเถียงว่ากรูไม่อ๊วก เลยชี้ให้มันดู มันจำได้แค่ว่าไปขอเบอร์มา หลังจากนั้นมันจำอะไรไม่ได้เลย ขึ้นมาที่ห้องยังไงมันก็จำไม่ได้เลย แล้วมันก็นอนต่อ เลยออกไปซื้อแฮงมาให้มัน กว่ามันจะลุกขึ้นต้องดึงมันขึ้นมาอะ กว่ามันจะอาบน้ำ ซักที่นอน กว่าจะได้ออกก็เที่ยงกว่าละ ไปกินข้าวในกรมชล เสี่ยปั๋งเลี้ยง หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปปาย เส้นทางขึ้นเขาโค้งไปโค้งมาเป็นปกติ ระยะทางประมาณ 98 กิโล ระหว่างทางแวะโป่งเดือด(จากถนนใหญ่เข้าไป 6.5 กิโล) ไม่มีอะไรนอกจากน้ำเดือด มีที่ให้แช่น้ำร้อน แต่ไม่ได้ไป ออกมาก็มุ่งสู่ปายต่อ ใกล้ๆถึงปายก็ได้กลิ่นอายของปายมาเลย ธรรมชาติสวยมาก ตอนนั้นประมาณบ่ายๆเย็นๆแสงกำลังตกทุ่งหญ้าทุ่งนาเลย เสี่ยปั๋งขับรถเกือบตกทางเพราะมัวแต่ดูทุ่งนา แต่เพื่อนหลับอดดูไป แต่เสียดายไม่ได้แวะถ่ายรูป ขับมาเรื่อยๆ จนถึง Coffee In Love สถานที่ถ่ายรูปยอดฮิต เป็นร้านกาแฟเล็กๆ แต่วิวดี ถ่ายรูปเสร็จก็เดินทางต่อ มาถึงสะพานประวัติศาสตร์ ที่ถ่ายรูปยอดฮิตอีกที่นึง พี่ปั๋งถามผมว่าแวะมั้ย ผมเห็นสาวน่ารักเลยตอบทันทีแวะครับ แล้วก็ลงไปถ่ายรูป เจอสี่สาว กำลังตั้งกล้องกับพื้นเพื่อถ่ายรูปหมู่อยู่ เพื่อนมันก็เลยเข้าไปถ่ายให้ แล้วเพื่อนก็เข้าไปคุย สักพักน้องเค้าก็ทักว่า เพื่อนพี่ไม่เห็นพูดเลย เพื่อนมันเลยแซวว่าไม่ได้เอาลิ้นมาจากกรุงเทพ เลยสวนกลับไปว่า กรูเจอคนน่ารักแล้วพูดไม่ออก(ขึ้นมาบนรถมันเคืองเลย เจอพูดน้อยต่อยหนักเข้าไป) เลยได้รู้ว่าน้องๆ เค้ามาจากม.ขอนแก่น มานอนปายได้วันนึงแล้วจะกลับพรุ้งนี้ น้องเค้าเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เที่ยวกัน หลังจากนันก็เดินทางต่อ มาถึงปายก็หาที่พักกัน ได้ที่ปายปุระคืนละห้าร้อยห้าสิบ บวกเตียงเสริมร้อยห้าสิบ เพราะมากันสามคน ที่อื่นๆเต็ม ซะส่วนใหญ่ เข้าที่พักแล้วก็ไปหาข้าวกิน กินขนมจีนน้ำเงี้ยวรสชาติฝรั่งแดกไป จืดๆ แล้วก็ไปเดินถนนคนเดิน เมืองมันเงียบๆ แต่เจริญไปมากแล้ว เป็นที่ที่บีชบอยเปลี่ยนที่มากินเหล้าจริงๆ บรรยากาศไม่เหมือนในรูปถ่ายเลย แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของปายคือ สาวน่ารักเยอะมาก(มากับแฟน) เดินถนนคนเดินเจอสี่สาวสองรอบ(เพราะมันเล็กมาก) เดินไปร้านมิตรไทย คนเยอะมาก ไปส่งโปสการ์ดหนึ่งใบ แล้วหลังจากนั้นก็ไปที่ติ๊งต๊องบาร์ เพราะมีคนเดินแจกใบปลิวที่ถนนคนเดิน สามทุ่มครึ่งไม่มีคนเลย พี่ปั๋งเลยขับรถวนรอบเมือง หาที่ที่มีคนเยอะๆ วนอยู่สี่รอบ ที่พักเต็มแต่คนมันหายไปไหนหมดไม่รู้ เลยมาจบที่บัพพาโล นักดนตรีเล่นเพลงเบาๆ นั่งกินเหล้าชิวๆจนร้านปิด (ร้านในเมือง จะเล่นเพลงเบาๆ และปิดเที่ยงคืนทุกร้าน เพราะต้องเคารพคนในท้องถิ่น) คนที่ทำงานที่ร้านก็ชวนว่าให้ไปบีบอพ(เป็นร้านนอกเขตอะไรสักอย่างจำไม่ได้ เล่นดนตรีร็อค ปิดตีหนึ่ง) แต่ก็นั่งต่อได้คุยกับลุงคนนึงเค้าเล่าว่า เมื่อสามสิบปีก่อน ตำรวจไม่อยากจะจับโจร เพราะจับแล้วต้องเดินไปโรงพักที่แม่ฮ่องสอนสี่วันกว่าจะถึง แต่เค้าว่าเมืองนี้ไม่ค่อยมีโจร ถ้าเป็นคนท้องถิ่นจอดรถจะเสียบกุญแจไว้เลย ถ้าเป็นคนเมืองจะล็อคคอ แล้วก็เลยคุยกันเรื่องร้านติ๊งต๊อง ลุงเค้าว่าเป็นเด็กใต้เมากัญชา แต่มีตังมาทำ มันเปิดมาสามปีแล้ว แต่เจ๊งทุกปี หลังจากคุยเสร็จก็ออกไปบีบอพแต่กว่าจะไปบีบอพก็เกือบตีหนึ่งแล้ว มาเจอสี่สาวที่นี่อีก แล้วก็เพิ่งได้รู้จักชื่อกัน(ปลา ต่าย เจน จุ๋ม) วงดนตรีที่เล่นมันก็มาจากบัพพาโล แต่นั่งได้แป๊บเดียวร้านก็ปิด คนที่ทำงานที่ร้านบัพพาโลก็ชวนให้ไปต่อที่แบมบู(ร้านปิดตีสี่) แล้วเลยชวนกันไปต่อ แต่ไม่ได้ไปนั่งที่แบมบู ไปนั่งร้านข้างๆแทนชื่อดอนคราย ไปนั่งกันหกคนเพราะน้องคนนึงเค้าไม่กินเหล้าเลยกลับบ้านพักไป นั่งคุยกันไปน้องๆก็นั่งรั่วกันไป ประมาณตีสามกว่า ก็ว่าจะแวะไปหาโจ๊ก หาข้าวต้มกิน เดินไปที่แบมบู เพราะเห็นเขียนว่าข้าวต้มโต้รุ่ง แต่ของหมด ไม่มีอะไรให้กิน เลยไปหาอะไรกินในเมือง ให้น้องๆ เอามอไซด์ทิ้งไว้แล้วนั่งกะบะท้ายไป(เรียกให้นั่งข้างใน แล้วให้พี่นั่งกะบะเองก็ไม่เอา) ขับวนไปสักพักฝนตก น้องๆ ซวยไป ขับวนอยู่หนึ่งรอบ ก็มาจบที่เซเว่น นั่งกินมาม่า แล้วก็คุยกันว่าถ้าฝนไม่ตกเจอกันหกโมง จะได้ไปเที่ยวแล้วกลับเชียงใหม่ด้วยกัน เสร็จแล้วก็ไปส่งน้องๆ ที่บ้านพักชื่อโกลเด้นฮัท(ริมแม่น้ำ บรรยากาศดีกว่าที่กรูอยู่อีก คืนละสี่ร้อยเอง) แล้วก็กลับที่พัก ถึงที่ปายปุระตีสี่ก็สลบ
วันที่ 23 ตุลา 2551
ฝนไม่ตก แต่ไม่มีใครตื่นเลย ผมตื่นประมาณเก้าโมงครึ่ง อาบน้ำแล้วก็ออกไปเดินเล่นคนเดียว(คนอื่นเพิ่งตื่น) มีดนตรีเปิดหมวก เล่นแบบชิวๆ ร้านค้าก็เปิดหมดแล้วรวมถึงร้านขายโปสการ์ดด้วย จริงๆมานั่งเขียนตอนเช้าก็ได้ ไม่มีคนเลย แล้วก็กลับมาที่พัก รอเพื่อนอาบน้ำ แล้วก็ออกไปหาอะไรกิน ไปนั่งร้านที่เหมือนจะดัง เพราะเอารูปดาราที่มากิน มาติดเยอะมาก แต่ไม่รู้จักชื่อร้าน กินเสร็จพี่ปั๋งโทรไปหาน้องๆ น้องๆ เพิ่งตื่นกัน เสร็จแล้วจะโทรมา ก็เลยลงไปที่ Coffee In Love อีกรอบ ถ่ายรูปนั่งเล่นนั่งจนเกือบๆเที่ยง ก็ออกไปรับน้องๆ น้องๆ ยังไม่ได้กินข้าว พี่ปั๋งเลยขับพาน้องๆ ไปนั่งกินข้าวร้านเดิม เสร็จแล้วก็ออกเดินทางกลับเชียงใหม่ ระหว่างทางแวะน้ำตกแพกลาง น้ำขุ่น และไหลแรงมาก เพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก ถ่ายรูปสักพักนึงก็ออกมา แต่ต้องย้อนกลับไปเติมน้ำมันแถวชานเมืองก่อน เพราะระหว่างทางไม่มีที่ให้เติม แล้วก็กลับลงมาเรื่อยๆ แวะที่ห้วยน้ำดัง สวยมากจนพี่ปั๋งอยากจะค้างที่ห้วยน้ำดังอีกคืน แต่ต้องรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ที่รับมาด้วย เลยอดค้าง พี่ปั๋งขับกลับมาโดยมีน้องๆ นั่งกะบะหลังเหมือนเดิม ระหว่งทางฝนตกเป็นช่วงๆ หนักบ้าง เบาบ้าง น้องๆ ก็ซวยไปอีกรอบ เกือบถึงเชียงใหม่ก็แวะกินข้าว แล้วก็ไปส่งน้องๆ ที่หอเพื่อนน้องแถวๆ ม.เชียงใหม่ ร่ำลากัน แล้วพี่ปั๋งก็ขับรถไปหาที่พักให้ผมกับเพื่อนอยู่ พราะพี่ปั๋งกลับพรุ้งนี้แล้ว ผมเลยแนะนำว่าให้ไปหลังม.เชียงใหม่ ได้ที่พักที่เดิมชื่อไพพณาคืนละสี่ร้อยจองไปสองคืน แล้วพี่ปั๋งก็ขับรถไปเอาของ เพราะจะฝากกระเป๋ากลับมาหนึ่งใบ ขับไปแม่โจ้เอากระเป๋า แล้วก็กลับมา ระหว่างทางหน้าที่พักที่ไปส่งน้องๆ เจอน้องๆ อีกรอบ มายืนรอรถแดงจะโบกไปอาเขตกัน พี่ปั๋งเลยเรียกแล้วไปส่งให้ที่อาเขต ส่งเสร็จก็ไปต่อที่วอมอัพ บรยยากาศดี ข้างนอกเล่นสกา ข้างในเล่นร็อค แต่พวกผมนั่งข้างนอกกัน สั่งเบียร์หลอดมากิน ผมกินได้แก้วครึ่งก็จะอ๊วกละ เกลียดกลิ่นเบียร์ชะมัด ที่วอมอัพ สาวสวยเยอะมากๆๆ ยังกะจ้างมาให้เข้าร้าน นั่งจนถึงประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ก็เช็คบิล แล้วเพื่อนกับพี่ปั๋งก็เข้าไปข้างใน คนแน่นโคตรๆ ส่วนผมนั่งสักพักก็ออกมานอกร้าน ออกมาได้แป๊บเดียวพี่ปั๋งกับเพื่อนก็ออกมา(เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเพราะผมออกมาเค้าเลยออกมา กำจริง – -” ผมรอได้ นั่งได้เรื่อยๆ แต่พนักงานมันทำท่าจะเก็บจานอย่างเดียวเลย เลยออกมาข้างนอก) แล้วก็กลับที่พักอาบน้ำนอน
วันที่ 24 ตุลา 2551
ตื่นกันสิบโมง ออกไปหาอะไรกิน แล้วก็โบกรถแดงไปหามอไซด์เช่า แถวๆประตูท่าแพร ร้านแถวนี้จะไม่ให้คนไทยเช่าซะส่วนใหญ่ ร้านแรกเป็นมิโอเก่าๆ เงินประกันห้าพันแพงเกิ๊น มีร้านนึงกวนตีนมาก เดินเข้าไปถามว่ามีให้เช่ารถมั้ย มันบอกว่าไม่มี เลยถามว่าแล้วรถข้างหน้านี่ของใคร มันบอกไม่รู้ กรูอยากจะถีบให้ล้ม จะได้ดูดิว่าหมาตัวไหนมันจะวิ่งมากัดกรูวะ แล้วก็ไปได้รถโซนิคมาคันนังค่าเช่าสองร้อยต่อวัน เงินประกันสามพัน แต่ลูกน้องข้างหน้ามันพามาคุยกับเจ้าของก่อนถึงจะได้เช่า เค้าเล่าว่าคนไทยทำปัญหาไว้เยอะ เลยไม่ค่อยปล่อยให้คนไทยกัน เช่ามาตอนเที่ยงครึ่ง ไปเติมน้ำมันเต็มถัง หลังจากนั้นก็ขี่รถไปหาร้านไอซ์เบอรี่(น้องๆ บอกว่าอยู่นวมิทรซอย 17) ระหว่างทางเพื่อนมันเห็นป้ายพิพิธพันธ์แมลงโลก เลยขี่ตามป้ายมาเรื่อยๆ มาถึงเป็นร้านเล็กๆ(ตึกแถวหนึ่งห้อง) ราคาค่าเข้าหนึ่งคนห้าร้อย มาสองคนหกร้อย แสดดด โคตรแพง เจ้าของเป็นลุงหน้าตายังกะอยู่พันธมิตร เข้าไปถามว่ามีราคานักศึกษารึป่าว มันว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าคนไทย ต่างชาติ เออ เมิงก็เก็บแมลงเมิงไว้ดูเองแล้วกัน แล้วผมกับเพื่อนก็ขี่รถออกมาแบบเซ็งๆ แล้วก็ไปตามหาร้านไอซ์เบอรี่ต่อ ขี่เลยไปเลยมา กว่าจะไปถึงร้าน ที่ร้านพนักงานโคตรเยอะเลย มีหกคน ร้านมีขายไอติมกับเค้ก แต่ไปนั่งกินไอติมอย่างเดียวคนลูก(สกูปละ49บาท) ถ่ายรูปเสร็จ ก็มุ่งหน้าขึ้นดอยสุเทพ ระหว่างทางแวะน้ำตกมณฑาธาร เข้าไปตอนบ่ายโมงครึ่ง น้ำตกมีเห้าชั้น ขึ้นไปได้ห้าชั้น ก็ลงมาละ ทางแม่งเละโคตร กลับออกมาจากน้ำตกสี่โมง มุ่งหน้าสู่ดอยสุเทพ(กำลังซ่อมแซม มีโครงเหล็กล้อมรอบ) ขึ้นไปถ่ายรูปสักพัก ห้าโมงครึ่งก็ลุยขึ้นไปต่อ เกือบๆ ถึงภูพิงค์ เริ่มมีหมอก แล้วมันก็หนาขึ้นเรื่อยๆ มองทางแทบไม่เห็น ถึงภูพิงค์หกโมงเค้าว่าปิดตั้งแต่บ่ายสามแล้ว(กำ – -”) เลยลุยหมอกลงมาประมาณสองกิโลมีที่พัก เลยเข้าไปจองที่พัก ว่าจะนอนกันข้างบนคืนนี้(คืนละ400 แต่ขอลดเหลือ300) จองเสร็จก็ลงไปดอยสุเทพรอบสอง ไปถ่ายรูปตอนกลางคืน เข้าไปถึงก็เสียงดังเลยครับ หารู้ไม่ว่าพระท่านกำลังทำสมาธิกันอยู่ ทำบาปในวัดเลยกรู ถ่ายรูปไปสักพักหมอกลง แต่ไม่หนามาก ถ่ายเสร็จหิว เพราะยังไม่ได้กินข้าวเย็นกันเลย ข้างบนก็ไม่เหลืออะไรให้แดกละ เลยลงไปในเมือง ไปหลังมอหาอะไรกิน อาบน้ำ เอาเสื้อหนาว แล้วก็กลับขึ้นมาตอนห้าทุ่มกว่าๆ ระหว่างทางในเมืองฝนตกปอยๆ แต่ระหว่างทางขึ้นดอยเม็ดใหญ่โคตร แล้วไอบ้าสองตัวก็มาถึงที่พัก กว่าจะไปถึงที่พักที่จองไว้ก็เที่ยงคืน ถอดเสื้อมาตาก ไปล้างหัว(เครื่อทำน้ำอุ่นแบบใช้แก๊ส ไม่เคยเห็น) แล้วก็นอน
วันที่ 25 ตุลา 2551
ตื่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง มุ่งหน้าสู่ดอยปุย หมอกยังหนาเหมือนเดิม เลยจากภูพิงค์ขึ้นไปทางแคบมากกว้างสามเมตร ระหว่างทางรถลื่นตกข้างทางดับไปทีนึง แต่ก็ยังลุยกันต่อ ลุยไปถึงลานกางเต้นก็นิ่ง ไม่รู้จะไปไหน มีแต่หมอก มีม้งขับรถผ่านมาเลยถามว่าแถวนี้มีที่ไหนให้ไปบ้าง เค้าบอกว่าเลยไปอีกสามกิโลเป็นหมู่บ้านม้ง แต่ทางแม่งลำบากโคตร เลยไม่ไปกัน เลยย้อนกลับมาที่ด่านตรงยอดดอยปุย มันปิดไม่มีเจ้าหน้าที่ ปักปายเขตหวงห้าม ห้ามเข้า ไอบ้าสองตัวก็เอาเลยครับ จอดรถที่ด่าน แล้วเดินขึ้นยอดดอยปุย ไปถึงไม่มีอะไรเลย ดอกไม้ยังไม่บานเลย ต้นเมเปิลก็ยังไม่แดงเลย เลยไปถ่ายรูปคู่กับป้ายยอดดอยปุย แล้วฝนก็ตกหนักมาก ติดอยู่บนยอดดอยชั่วโมงนึง ถึงจะลงมาได้ ลงมาได้ก็ขี่รถลมาแวะที่ภูพิงค์ตอนประมาณเก้าโมงครึ่งเข้าไปมีแต่หมอก กลับออกมาก็ลงยาวมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ ว่าจะเข้าไปดูอควอเรี่ยม เสียเงินเข้าไปห้าสิบบาท เดินไปโคตรไกล ไปถึงแม่งปิดทำบุญ แสดดดดดด ไม่ติดป้ายบอกตั้งแต่ข้างหน้าวะ กลับออกมาด้วยความเซ็ง แล้วก็เอารถไปคืนเที่ยงครึ่งพอดี น้ำมันก็หมดถังพอดี แล้วก็โบกรถกลับหลังมอ ไปอาบน้ำ เก็บของ แดกข้าว แล้วก็โบกรถไปสนามบิน ไปถึง13.10 เช็คอิน เครื่องแม่งดีเลย์อีกละจาก 14.20 เป็น 14.55 นั่งรอ เดินเล่นจนเพลิน(มองสาวเชียงใหม่จนเพลิน) มาดูเวลา 14.55 แล้ว ซวยละ รีบวิ่งกันเลยครับ ไปถึงเพื่อนมันดันเอาคัทเตอร์ใส่กระเป๋ากล้องมาอีก มันลืมเอาไปโหลด มันบอกว่ามันรักมากคัทเตอร์อันนั้น เลยกลับออกมาคิดว่าจะเอายังไง เลยบอกมัน ให้มันเหน็บไว้ตรงเป้ามันนั้นแหละ ถึงตรวจแล้วดังเค้าก็ไม่จับหรอก แล้วมันก็ทำตาม ตรวจแล้วดังเค้าก็ไม่จับจริงๆ มันเลยเอาคัทเตอร์ขึ้นเครื่องไปได้ด้วย แต่ไปถึงเค้าเพิ่งจะเรียกขึ้นเครื่อง สรุปว่าเครื่องมันดีเลย์เพิ่มอีก เพิ่งมาเห็นว่าสาวเชียงใหม่ที่เหล่ไว้ก็นั่งลำเดียวกัน(มากับที่บ้าน แต่นั่งเครื่องไปคนเดียว) พอนั่งเสร็จหันไป ที่ข้างๆน้องเค้าว่างนิหว่า อยากจะลุกไปนั่งด้วยจริงๆ แต่ป๊อด เลยไม่ได้ไป เซ็งตัวเองอีกรอบ กลับถึงสุวรรณภูมิสี่โมงกว่าๆ ต่อแทกซี่ไป AIT(เพื่อนต้องเอาของไปเก็บก่อน แล้วมันก็จะกลับนครปฐมด้วย) ขึ้นรถไปแทกซี่บอกปกติเค้าเหมาไปหกร้อย ไอเราก็ว่าแทกซี่แม่งจะขูดรีดกันเดินไปรึป่าว เลยบอกให้กดมิตเตอร์ นั่งไปกว่าจะถึง AIT 123 กิโล มิตเตอร์ขึ้นไป 700 แม่งเอ้ยยยย มันไกลกันขนาดนี้เลยหรอวะ แทกซี่แม่งยิ้มเลย ได้เพิ่มอีกร้อย เก็บของเสร็จก็นั่งรถตู้ออกจากธรรมศาสตร์รังสิต ไปอนุสาวรีย์ แล้วก็ต่อรถตู้ที่อนุสาวรีย์กลับนครปฐม(65บาท แพงสัด เมื่อก่อนนั่ง 40บาทเองวะ) ไปถึงเพื่อนพ่อมารับไปส่งที่บ้าน ถึงบ้านเก็บของ อาบน้ำ เปิดคอม เช็คเมล์ กลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
ปล. เสี่ยปั๋งเลี้ยงตลอด 3 วันที่พาไปเที่ยว ขอบคุณมากคร๊าบ
ปล. อีกครั้ง เชียงใหม่ – ปาย สนุกมากกกกกกกกกกก
Leave a Comment » |
เรื่องส่วนตัว |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มิถุนายน 12, 2007
ดาวโหลด
ผลการทดสอบ แค่เปิดก็…

เจ๊งไปเลย
ทำให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะลง Safari บน Windows XP ที่บ้านไปเลย
Leave a Comment » |
Mac |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มิถุนายน 12, 2007
เป็นที่รู้กันว่า Mac OS X Leopard จะออกในเดือนตุลาปีนี้ มาดูราคาในแต่ละเวอร์ชันก่อนที่จะตัดสินใจซื้อกันดีว่า

Basic Version $129
Premium Version $129
Business Version $129
Enterprise Version $129
Ultimate Version $129
$129 คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 4195 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 12/06/2007)
ปล.ฮาจริงๆ แถมท้ายด้วยกราฟอัตราแรกเปลี่ยนเงินตรา US-Bath ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

Leave a Comment » |
Mac |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มีนาคม 13, 2007
มัน embed ลงไปยังไงฟะเนี่ย ไว้หาวิธีได้ค่อยมาแก้ละกัน ขอแปะ code เอาไว้ก่อน
embed allowScriptAccess=”never” allowNetworking=”internal” enableJavaScript=”false” src=”http://dna.imagini.net/friends/swf/widget.swf” quality=”best” bgcolor=”#000000″ width=”340″ height=”240″ name=”widget” align=”middle” type=”application/x-shockwave-flash” pluginspage=”http://www.macromedia.com/go/getflashplayer” flashvars=”bgcolor=#000000&i1=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_42EBBA15.jpeg&c1=&i2=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-0455EFC.jpeg&c2=&i3=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-2B750FCD.jpeg&c3=&i4=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_23F0F190.jpeg&c4=&i5=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-5C7BD10.jpeg&c5=&i6=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-3AC7E3DE.jpeg&c6=&i7=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_71114A35.jpeg&c7=&i8=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-E26BA3F.jpeg&c8=&i9=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_631B702E.jpeg&c9=&i10=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_79AFF11D.jpeg&c10=&i11=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_494EB337.jpeg&c11=&i12=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_-B246206.jpeg&c12=&i13=http://dna.imagini.net/i/RESIZE_4F9C0EDC.jpeg&c13=&moodlabel=SOFISTICAT&lovelabel=TOUCHY FEELY&funlabel=ESCAPE ARTIST&habitslabel=NEW WAVE PURITAN&uid=93079-b35a&srv=iwebcl6″
Leave a Comment » |
เรื่องส่วนตัว |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มีนาคม 9, 2007
ในการสร้าง Musical Sheet นั้นเราสามารถทำได้โดยใช้ LilyPond ซึ่งก็ต้องมานั่งเขียนลายละเอียดเป็นไฟล์ของ LilyPond (.ly) ว่าจังหวะในการเล่นเป็นอย่างไร เล่นโน๊ตตัวไหน ความยาวในการเล่นเท่าไร ซึ่งก็ยุ่งยากพอสมควรสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านดนตรีเลย(อย่างผม)
ถาม: แล้วถ้าเราต้องการสร้าง Musical Sheet จาก MIDI ไฟล์(.mid)ละ จะทำยังไง ?
ตอบ: แน่นอนว่าเราต้องเขียนไฟล์ .ly ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสร้าง Musical Sheet
ถาม: แต่…เราจะสร้างไฟล์ .ly จาก .mid ได้ยังไง ?
ตอบ: LilyPond มันมี midi2ly ให้ใช้
* สำหรับ MacOS X ให้ set path ตามนี้ export PATH=$PATH:path/to /LilyPond.app/Contents/Resources/bin
ที่มา: LilyPond Document
ปล.พอดีมันเป็นงานที่ต้องทำ ไปหาๆวิธีทำมาก็เลยเอามาเก็บลง blog ซะ
Leave a Comment » |
Mac, งาน |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มีนาคม 1, 2007
ชื่อเพลง/Title : หนึ่งในไม่กี่คน
ศิลปิน/Artist : สุนิตา ลีติกุล (โบ)
อัลบั้ม/Album : Music
ไม่กี่คนที่จะเคียงข้างกัน ไม่กี่คนที่จะคอยร่วมทุกข์ใจ
และไม่ทิ้งฉันไว้ลำพัง ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายใดๆ ก็พร้อมเดินไปกับฉัน
ไม่กี่คนที่จะรักฉันจริง ทำให้ยิ้มในชั่วโมงที่เหงาใจ
ในชีวิตที่ล่วงเลยมา ไม่กี่คนที่ฉันไว้ใจให้กุมมืออยากฝากชีวิต
# และหนึ่งในนั้นก็คือเธอคนดี ที่ฉันนั้นโชคดีที่เราได้พบกัน
จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน
ได้มาร่วมทางเดิน ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีๆ
ไม่กี่คนที่จะคอยหวังดี มีแค่เพียงไม่กี่คนให้เชื่อใจ
ในชีวิตที่ล่วงเลยมา ไม่กี่คนที่ฉันให้ใจ แค่บางคนที่อยากบอกรัก
(ซ้ำ #/#)
อยากบอกว่าฉันรักเธออีกครั้งคนดี
เนื้อเพลงจาก: sanook
ปล.วันนี้มีคนส่งเพลงนี้ให้ ฟังแล้วค่อยมีกำลังใจในการทำงานขึ้นมาหน่อย
Leave a Comment » |
เพลง |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
มีนาคม 1, 2007
เคยได้ยินไหมสำนวนจีนเก๋ๆ ที่บอกว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” คือถ้าใจไม่ประสานกับกระบี่ ต่อให้ใช้กระบี่ที่ดีที่สุดในยุทธภพ มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับเศษเหล็กซึ่งหาความแหลมคมไม่ แต่หากใจประสานกับกระดาษบางๆ สักแผ่นหนึ่ง กระดาษนั้นก็ยังใช้ตัดดินสอออกเป็นสองท่อนได้ ถ้าเปรียบกล้องเป็นกระบี่ แล้วเทคนิคการใช้กระบี่ด้วยใจอยู่ที่ไหน นี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดที่นักถ่ายภาพอาจจะหลงลืมกันไป
ที่มา : SHUTTER PHOTOGRAPHY ฉบับที่ 7 ปีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2550
สำหรับคนไม่มีงบประมาณเพียงพอในการซื้อกระบี่ดีๆ ราคาแพงๆ ก็ท่องเอาไว้ “กระบี่อยู่ที่ใจ”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “กระบี่อยู่ที่ใจ ไม่ใช่ใจอยู่ที่กระบี่ ไม่มีงบประมาณ 555″
1 ความเห็น |
กล้อง, ข้อคิด |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
กุมภาพันธ์ 28, 2007
ใน Adium ปกติจะมี status ที่เป็น iTune ให้เลือก แต่พอเลือกแล้วมันก็ไม่โชว์อะไรให้เราดู ผมก็ไม่รู้ว่ามันแตกต่างจากเดิมยังไง ดังนั้นถ้าเราอยากจะให้ชื่อเพลงที่เราฟังอยู่ใน iTunes ขึ้นในชื่อเรา ก็เพิ่มลงไปเองเลยครับ โดยเข้าไปดูได้ที่ edit -> insert iTunes token ถ้าเป็น %_iTunes จะขึ้นชื่อเพลงกับชื่อศิลปิน แต่ถ้าเป็น %_music จะขึ้น *is listening to ชื่อเพลง by ชื่อศิลปิน
ปล.จดๆเอาไว้ ผิดพลาดอะไรก็ comment มาละกัน
Leave a Comment » |
Mac, เรื่องทั่วไป |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy
กุมภาพันธ์ 24, 2007
วันนี้เป็นวันที่มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปในชีวิตของผม
- ตัวเลขอายุที่มากขึ้นอีกหนึ่ง
- บัตรประชาชนที่หมดอายุต้องเปลี่ยนใหม่
- โปรโมชันโทรศัพท์มือถือที่หมดอายุไปเมื่อวานต้องเปลี่ยนใหม่(ขอเตือนตัวเองหน่อยว่าอีก 3 เดือนโปรนี้จะหมดอายุ)
กับคำพูดที่ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป “ช่วงนี้ ห่างๆกันไปก่อนดีกว่า” กับเหตุผลที่ว่าเธอไม่อยากหงุดหงิดใส่ผมเวลาที่เธอถูกคนอื่น(แม่ของเธอ)หงุดหงิดใส่ เพราะแม่ของเธอมักจะหงุดหงิดเวลาที่ผมไปหาเธอที่บ้านที่กรุงเทพ(เธอมีบ้านที่นครปฐมอยู่อีกที่ แม่ของเธออยู่ที่นั่น) เวลาที่ผมออกไปเที่ยวกับเธอ หรือแม้แต่เวลาที่ผมโทรคุยกับเธอ(โดยโทรเข้าเบอร์บ้านที่นครปฐม) เดือนหนึ่งๆผมจะได้เจอเธอมากที่สุดแค่ 4 ครั้ง มันคงมากไปในความคิดของแม่เธอ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของเธอถึงไม่เอาป้ายมาแขวนคอเธอ หรือปั๊มที่หน้าผากเธอไปเลยว่า “ห้ามจีบ ห้ามพบ ห้ามคบ ห้ามคุย” ก็ 2 ปีแล้วนะ(ถ้าไม่นับเวลาที่คบกันครั้งแรกหนึ่งปี) ที่เป็นแบบนี้ คิดในแง่ดีอย่างน้อยๆตอนนี้เราก็ยังโทรศัพท์คุยกันอยู่ และชีวิตของผมก็ไม่ต้องทำสิ่งต่อไปนี้
- ไปช่วยทำงาน
- ไปเดินซื้อของเป็นเพื่อน
- คอยกินข้าวที่เธอกินไม่หมด
- กินขนมที่เธอทดลองทำ
- ถูบ้าน(เธอชอบกวาดแต่ไม่ชอบถู)
- ไปซื้อข้าวให้ แกะให้ ล้างจานให้ เวลาเธอเร่งปั่นงาน
- ขนเสื้อผ้าเธอกลับไปส่งให้ที่บ้านเธอซักเวลาเธอไม่กลับบ้าน
แต่ก็เซ็งจริงๆกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้…
“One Thing That Not Change Is Changing” (ที่มา: อ.เดฟ)
ปล.แต่ก็ได้หายเซ็งขึ้นมาบ้าง กลับบ้านมานั่งดู Man U ชนะ Fulham ไป 2-1
1 ความเห็น |
เรื่องส่วนตัว |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย itoy